TGAT2 การคิดอย่างมีเหตุผล · ความสามารถทางภาษา
แนวข้อสอบการอ่าน TGAT2 พร้อมเฉลยทีละขั้น ลองทำจับเวลาได้
ข้อสอบให้บทอ่านสั้นๆ มาหนึ่งตอน แล้วถามคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาของบทอ่านนั้น วัดว่าคุณจับใจความ ตีความ และอนุมานจากสิ่งที่อ่านได้แม่นแค่ไหน
อัปเดตล่าสุด
การอ่านคือข้อสอบแบบไหน
การอ่านเป็นโจทย์ในส่วนความสามารถทางภาษาของ TGAT2 ข้อสอบให้บทอ่านสั้นๆ มาหนึ่งตอน อาจเป็นข้อความบรรยาย บทความแสดงความคิดเห็น หรือเรื่องเล่าสั้นๆ แล้วตามด้วยคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาของบทอ่านนั้นโดยเฉพาะ
คำถามที่เจอบ่อยมีทั้งการสรุปใจความสำคัญหรือจุดประสงค์ของผู้เขียน การถามข้อเท็จจริงที่ปรากฏตรงๆ ในเรื่อง การตีความสิ่งที่ผู้เขียนสื่อโดยไม่ได้พูดตรงๆ และการอนุมานสิ่งที่น่าจะเป็นจริงต่อจากเนื้อหาที่ให้มา
จุดที่ต่างจากโจทย์ภาษาอีกสามแบบคือ การอ่านเป็นโจทย์เดียวที่ต้องอ่านบทอ่านยาวกว่าหนึ่งประโยคเสมอ คำตอบต้องอิงกับเนื้อหาที่บทอ่านเขียนไว้จริง ไม่ใช่ความหมายของคำเดี่ยวๆ แบบการสื่อความหมาย ไม่ใช่ระดับภาษาแบบการใช้ภาษา และไม่ใช่การเติมคำในช่องว่างแบบการเข้าใจภาษา
ในแอป AllTCAS โจทย์การอ่านมีเฉลยที่ชี้กลับไปยังประโยคในบทอ่านที่เป็นหลักฐานของคำตอบ ให้เห็นว่าคำตอบมาจากส่วนไหนของเรื่องและทำไมตัวเลือกอื่นถึงไม่ตรง
วิธีคิดทีละขั้น
- อ่านบทอ่านทั้งหมดให้จบก่อนหนึ่งรอบ อย่าอ่านแค่บางส่วนแล้วรีบไปดูคำถาม
- อ่านคำถามให้ชัดว่าถามใจความสำคัญ ข้อเท็จจริง การตีความ หรือการอนุมาน เพราะแต่ละแบบต้องหาหลักฐานคนละจุด
- ถ้าถามข้อเท็จจริง ให้กลับไปหาประโยคในบทอ่านที่ตรงกับคำถามเป๊ะๆ ก่อนตอบ
- ถ้าถามใจความสำคัญ ให้มองภาพรวมทั้งเรื่องว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไรมากที่สุด ไม่ใช่แค่รายละเอียดจุดเดียว
- ถ้าถามการตีความหรืออนุมาน ให้หาคำหรือประโยคที่เป็นเบาะแสในเรื่อง แล้วเชื่อมโยงเป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผล อย่าเดาจากความรู้นอกเรื่อง
- ตรวจตัวเลือกที่เหลือว่ามีหลักฐานในบทอ่านรองรับจริงหรือไม่ ตัดตัวเลือกที่ดูน่าจะจริงแต่ไม่มีหลักฐานในเรื่องออก
โจทย์ตัวอย่างการอ่านพร้อมเฉลย
โจทย์ชุดนี้แต่งขึ้นเพื่ออธิบายรูปแบบ อ่านเฉลยทีละข้อหรือลองทำแบบจับเวลาก็ได้ ในแอปมีโจทย์ให้ฝึกไม่ซ้ำและเฉลยแสดงทีละขั้นบนหน้าจอ
ข้อ ๑
ปัจจุบันคนเมืองจำนวนมากหันมาปลูกผักสวนครัวบนพื้นที่เล็กๆ อย่างระเบียงคอนโดมิเนียมหรือหลังคาตึก
บางคนเริ่มจากความอยากรู้ว่าผักที่ตัวเองปลูกจะปลอดภัยกว่าผักที่ซื้อจากตลาดหรือไม่
แต่เมื่อลงมือทำไปสักระยะ หลายคนกลับพบว่าสิ่งที่ได้มากกว่าผักคือช่วงเวลาที่ได้ผ่อนคลายจากความเครียดในแต่ละวัน
การปลูกผักจึงกลายเป็นกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพใจไปพร้อมกัน
ข้อใดสรุปใจความสำคัญของบทอ่านข้างต้นได้ถูกต้องที่สุด
- ๑.การปลูกผักสวนครัวในเมืองเริ่มจากความสงสัยเรื่องความปลอดภัยของอาหาร แต่กลับให้ประโยชน์ด้านการผ่อนคลายจิตใจมากกว่าที่คาดไว้ด้วย
- ๒.ผักที่ปลูกเองบนระเบียงคอนโดมิเนียมหรือหลังคาตึกปลอดภัยกว่าผักที่ซื้อจากตลาดเสมอในทุกกรณีอย่างแน่นอน
- ๓.คนเมืองทุกคนควรปลูกผักสวนครัวเพื่อลดความเครียดจากการทำงานและประหยัดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนด้วย
- ๔.การปลูกผักสวนครัวเป็นกิจกรรมที่ทำได้เฉพาะผู้ที่มีเวลาว่างมากและมีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอเท่านั้น
- ๕.คนเมืองส่วนใหญ่ปลูกผักบนหลังคาตึกเพราะไม่มีพื้นที่ปลูกบนระเบียงคอนโดมิเนียมของตนเองเลย
ดูเฉลยและวิธีคิด
คำตอบ: ข้อ ๑ การปลูกผักสวนครัวในเมืองเริ่มจากความสงสัยเรื่องความปลอดภัยของอาหาร แต่กลับให้ประโยชน์ด้านการผ่อนคลายจิตใจมากกว่าที่คาดไว้ด้วย
สองประโยคแรกของบทอ่านบอกว่าคนเมืองเริ่มปลูกผักด้วยความสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผักที่ซื้อจากตลาด ไม่ใช่ข้อสรุปว่าผักที่ปลูกเองปลอดภัยกว่าจริง
สองประโยคหลังบอกว่าสิ่งที่ได้มากกว่าผักคือการผ่อนคลายความเครียด ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผู้เขียนต้องการเน้น
ตัวเลือกที่บอกว่าผักที่ปลูกเองปลอดภัยกว่าเสมอเป็นการสรุปเกินกว่าที่บทอ่านยืนยัน เพราะบทอ่านแค่บอกว่าเป็นจุดเริ่มต้นความสงสัย ไม่ได้ฟันธงคำตอบ
ตัวเลือกที่บอกว่าคนเมืองทุกคนควรปลูกผัก ทำได้เฉพาะคนมีเวลาว่าง หรือปลูกบนหลังคาเพราะระเบียงไม่พอ ก็ไม่มีในบทอ่าน เป็นการเติมความเห็นหรือเหตุผลที่เรื่องไม่ได้พูดถึง
ใจความสำคัญที่ครอบคลุมทั้งจุดเริ่มต้นและผลลัพธ์ที่แท้จริงของเรื่องคือตัวเลือกแรก
ข้อ ๒
ใช้ข้อมูลเดียวกับข้อ ๑ ด้านบน
ข้อใดตรงกับสิ่งที่บทอ่านข้างต้นกล่าวไว้มากที่สุด
- ๑.คนเมืองส่วนใหญ่ปลูกผักสวนครัวเพราะผักในตลาดมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทบค่าใช้จ่ายในบ้าน
- ๒.ผักที่ปลูกเองมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าผักที่ซื้อจากตลาดอย่างเห็นได้ชัดเจนเสมอ
- ๓.หลายคนเริ่มปลูกผักเพราะสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผักที่ซื้อ แล้วภายหลังพบว่าได้ประโยชน์ด้านการผ่อนคลายความเครียดเพิ่มมาด้วย
- ๔.คนเมืองทุกคนที่ปลูกผักบนระเบียงคอนโดมิเนียมล้วนทำไปเพื่อสุขภาพกายเป็นหลักเท่านั้น
- ๕.หลายคนเริ่มปลูกผักเพราะอยากผ่อนคลายความเครียดก่อน แล้วจึงพบภายหลังว่าผักที่ปลูกเองปลอดภัยกว่า
ดูเฉลยและวิธีคิด
คำตอบ: ข้อ ๓ หลายคนเริ่มปลูกผักเพราะสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผักที่ซื้อ แล้วภายหลังพบว่าได้ประโยชน์ด้านการผ่อนคลายความเครียดเพิ่มมาด้วย
โจทย์ถามข้อเท็จจริงที่ปรากฏตรงๆ ในบทอ่าน จึงต้องเทียบตัวเลือกกับถ้อยคำในบทอ่านทีละประโยค ไม่ใช้ความรู้นอกเรื่อง
บทอ่านบอกลำดับชัดเจนว่าจุดเริ่มต้นคือความสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผัก ("บางคนเริ่มจาก...") ส่วนการผ่อนคลายความเครียดเป็นสิ่งที่พบภายหลัง ("แต่เมื่อลงมือทำไปสักระยะ...") ตรงกับตัวเลือกที่ถูก
เรื่องราคาผักในตลาดและคุณค่าทางโภชนาการไม่มีในบทอ่านเลย เป็นการเติมข้อมูลที่ไม่ได้กล่าวถึง
ตัวเลือกที่ว่าคนเมือง "ทุกคน" ทำเพื่อสุขภาพกายเป็นหลักเป็นการขยายความกว้างเกินกว่าที่บทอ่านบอก เพราะบทอ่านพูดถึงทั้งสุขภาพกายและใจ ไม่ได้บอกว่าสุขภาพกายเป็นหลักหรือทุกคนคิดแบบนี้
ตัวเลือกสุดท้ายสลับลำดับเหตุการณ์กลับด้าน ทั้งที่บทอ่านให้ความสงสัยเรื่องความปลอดภัยมาก่อนแล้วค่อยพบเรื่องผ่อนคลายทีหลัง
ข้อ ๓
หลายปีมานี้ห้องสมุดประจำย่านแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เริ่มให้ยืมสิ่งของนอกเหนือจากหนังสือ เช่น สว่านไฟฟ้า จักรยาน และชุดปฐมพยาบาล
บรรณารักษ์เล่าว่าแนวคิดนี้เกิดจากการสังเกตว่าคนในย่านมักซื้อของบางอย่างมาใช้เพียงครั้งสองครั้งแล้วปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ
เมื่อเปลี่ยนมาเป็นการยืม ทั้งผู้ที่ต้องการใช้ของชิ้นนั้นชั่วคราวและผู้ที่ไม่อยากซื้อของที่ใช้ไม่บ่อยต่างก็ได้ประโยชน์
ปีแรกที่เปิดให้ยืม จำนวนคนที่มาใช้บริการยืมของเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบางชิ้นต้องจองล่วงหน้าเป็นสัปดาห์
ข้อความ 'คนในย่านมักซื้อของบางอย่างมาใช้เพียงครั้งสองครั้งแล้วปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ' สื่อถึงเหตุผลที่ห้องสมุดเริ่มให้ยืมของตรงกับข้อใดมากที่สุด
- ๑.ห้องสมุดต้องการหารายได้เพิ่มจากค่าเช่าอุปกรณ์แทนการพึ่งงบประมาณเดิมของหน่วยงาน
- ๒.ห้องสมุดเห็นว่าคนมักซื้อของที่ใช้ไม่บ่อยแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ จึงอยากให้ยืมแทนซื้อเพื่อลดการซื้อของที่ไม่คุ้มค่า
- ๓.ห้องสมุดเริ่มให้ยืมของเพราะคนในย่านยืมหนังสือน้อยลงกว่าเดิมมากจนต้องหากิจกรรมอื่นดึงคนเข้ามา
- ๔.ห้องสมุดอยากให้คนนำของที่ไม่ใช้แล้วมาบริจาคไว้เป็นของให้ยืมแก่คนอื่นในย่านต่อไป
- ๕.คนในย่านทุกคนไม่เคยดูแลรักษาข้าวของที่ตัวเองซื้อมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
ดูเฉลยและวิธีคิด
คำตอบ: ข้อ ๒ ห้องสมุดเห็นว่าคนมักซื้อของที่ใช้ไม่บ่อยแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ จึงอยากให้ยืมแทนซื้อเพื่อลดการซื้อของที่ไม่คุ้มค่า
โจทย์ถามการตีความ จึงต้องมองว่าข้อความนั้น "สื่อถึงอะไร" ไม่ใช่แค่แปลตรงตัวคำต่อคำ
ประโยคที่ยกมาอยู่ในบริบทที่อธิบายที่มาของแนวคิด ตามด้วยประโยคถัดไปที่บอกว่าทั้งผู้ยืมชั่วคราวและผู้ไม่อยากซื้อของใช้ไม่บ่อยต่างได้ประโยชน์ จึงตีความได้ว่าห้องสมุดเห็นปัญหาการซื้อของที่ใช้ไม่คุ้มค่า แล้วเสนอการยืมเป็นทางแก้
เรื่องค่าเช่าอุปกรณ์และการยืมหนังสือน้อยลงไม่มีในบทอ่านเลย เป็นการเติมเหตุผลที่เรื่องไม่ได้กล่าวถึง
การบริจาคของก็ไม่ตรงกับที่บทอ่านบอก เพราะบทอ่านพูดถึงการ "ยืม" ไม่ใช่การรับบริจาคของเข้าคลัง
ตัวเลือกที่ว่าคน "ทุกคน" ไม่เคยดูแลของเลยเป็นการขยายความกว้างเกินจริง บทอ่านบอกแค่ว่า "มักซื้อของบางอย่างมาใช้เพียงครั้งสองครั้ง" ไม่ได้บอกว่าไม่ดูแลรักษาของเลยหรือเป็นคนทุกคน
ข้อ ๔
ใช้ข้อมูลเดียวกับข้อ ๓ ด้านบน
จากแนวโน้มที่กล่าวถึงในตอนท้ายของบทอ่าน ข้อใดเป็นสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นต่อไปมากที่สุด
- ๑.ความต้องการยืมของจะค่อยๆ ลดลงจนห้องสมุดต้องยกเลิกโครงการนี้
- ๒.ห้องสมุดจะเก็บค่าธรรมเนียมแพงขึ้นมากเพื่อจำกัดจำนวนผู้ยืม
- ๓.ห้องสมุดจะขยายสาขาไปเปิดในย่านอื่นเพิ่มอีกหลายแห่งในปีหน้าเพื่อรองรับผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น
- ๔.ห้องสมุดอาจต้องเพิ่มจำนวนของบางชิ้นหรือขยายระบบจองให้รองรับผู้ใช้ที่มากขึ้น
- ๕.ห้องสมุดจะเลิกให้ยืมหนังสือแล้วหันมาให้ยืมของใช้อย่างเดียว
ดูเฉลยและวิธีคิด
คำตอบ: ข้อ ๔ ห้องสมุดอาจต้องเพิ่มจำนวนของบางชิ้นหรือขยายระบบจองให้รองรับผู้ใช้ที่มากขึ้น
โจทย์ถามการอนุมาน จึงต้องหาเบาะแสจากแนวโน้มที่บทอ่านบอกไว้ แล้วคิดต่อว่าอะไรน่าจะเกิดขึ้นตามเหตุผลนั้น ไม่ใช่เดาจากความรู้นอกเรื่อง
ประโยคสุดท้ายบอกว่าจำนวนผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบางชิ้นต้องจองล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ ซึ่งเป็นสัญญาณของความต้องการที่ล้นเกินของที่มีอยู่ จึงอนุมานได้ว่าห้องสมุดน่าจะต้องเพิ่มของหรือขยายระบบจองรองรับ
ตัวเลือกที่ว่าความต้องการจะลดลงหรือห้องสมุดจะยกเลิกโครงการขัดแย้งกับแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่บทอ่านบอกไว้โดยตรง
เรื่องค่าธรรมเนียมและการขยายสาขาไปย่านอื่นไม่มีเบาะแสใดในบทอ่านรองรับเลย เป็นการอนุมานเกินข้อมูลที่ให้มา
ตัวเลือกที่ว่าห้องสมุดจะเลิกให้ยืมหนังสือก็เกินจริงเช่นกัน บทอ่านบอกว่าห้องสมุด "เพิ่ม" การให้ยืมของนอกเหนือจากหนังสือ ไม่ได้บอกว่าจะเลิกให้ยืมหนังสือ
ข้อ ๕
ทุกวันนี้เปิดโซเชียลมีเดียแทบทุกแพลตฟอร์มก็เจอฟิลเตอร์แต่งหน้าที่ทำให้ผิวเนียนขึ้น ตาโตขึ้น และรูปหน้าคมชัดขึ้นในไม่กี่วินาที
ฟิลเตอร์เหล่านี้สนุกดีเวลาใช้เล่นๆ เป็นครั้งคราว แต่สิ่งที่น่ากังวลคือคนจำนวนไม่น้อยเริ่มใช้มันเป็นประจำ จนภาพหน้าตาของตัวเองในโลกออนไลน์กับในกระจกห่างกันมากขึ้นทุกที
เมื่อความคาดหวังต่อรูปลักษณ์ถูกตั้งไว้สูงเกินจริงจากภาพที่ผ่านการปรับแต่ง หลายคนจึงรู้สึกไม่พอใจกับหน้าตาจริงของตัวเองมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แพลตฟอร์มควรพิจารณาแสดงป้ายเตือนทุกครั้งที่มีการใช้ฟิลเตอร์แต่งหน้าอย่างหนัก เพื่อให้ผู้ชมรู้ทันว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่หน้าตาจริงทั้งหมด
น้ำเสียงและจุดประสงค์ของผู้เขียนบทความข้างต้นตรงกับข้อใดมากที่สุด
- ๑.ผู้เขียนต่อต้านการใช้ฟิลเตอร์แต่งหน้าทุกรูปแบบอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม
- ๒.ผู้เขียนต้องการโปรโมทแอปพลิเคชันแต่งภาพรุ่นใหม่ที่ไม่ใช้เทคโนโลยีปรับใบหน้า
- ๓.ผู้เขียนมองว่าฟิลเตอร์ช่วยเสริมความมั่นใจให้ผู้ใช้ได้อย่างเต็มที่โดยแทบไม่มีข้อเสียเลย
- ๔.ผู้เขียนเล่าประสบการณ์ตรงที่ตนเองเคยรู้สึกไม่มั่นใจในรูปลักษณ์ของตัวเองมาก่อน
- ๕.ผู้เขียนแสดงความกังวลต่อผลกระทบของการใช้ฟิลเตอร์แต่งหน้าบ่อยเกินไป และเสนอให้มีมาตรการเตือนผู้ชม
ดูเฉลยและวิธีคิด
คำตอบ: ข้อ ๕ ผู้เขียนแสดงความกังวลต่อผลกระทบของการใช้ฟิลเตอร์แต่งหน้าบ่อยเกินไป และเสนอให้มีมาตรการเตือนผู้ชม
โจทย์ถามน้ำเสียงและจุดประสงค์ ต้องมองภาพรวมทั้งบทความว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไรกับผู้อ่าน ไม่ใช่แค่เนื้อหาบางประโยค
ประโยคที่สองถึงสามแสดงความกังวลชัดเจน ("สิ่งที่น่ากังวลคือ...", "รู้สึกไม่พอใจกับหน้าตาจริงของตัวเองมากขึ้น") ส่วนประโยคสุดท้ายเสนอทางแก้เป็นป้ายเตือน จึงสรุปได้ว่าผู้เขียนกังวลและต้องการเสนอมาตรการ ตรงกับตัวเลือกที่ถูก
บทอ่านบอกว่าฟิลเตอร์ "สนุกดีเวลาใช้เล่นๆ เป็นครั้งคราว" แสดงว่าผู้เขียนไม่ได้ต่อต้านฟิลเตอร์ทุกรูปแบบ ตัวเลือกที่ว่าต่อต้านอย่างสิ้นเชิงจึงกว้างเกินกว่าที่บทอ่านสื่อ
เรื่องการโปรโมทแอปพลิเคชันไม่มีในบทอ่านเลย เป็นการเติมจุดประสงค์ที่ไม่ได้กล่าวถึง
ตัวเลือกที่ว่าฟิลเตอร์ช่วยเสริมความมั่นใจโดยไม่มีข้อเสียขัดแย้งกับน้ำเสียงกังวลของทั้งบทความโดยตรง ส่วนตัวเลือกที่ว่าผู้เขียนเล่าประสบการณ์ตรงก็ไม่มีในบทอ่าน เพราะบทความพูดถึงคนทั่วไปในลักษณะข้อสังเกต ไม่ใช่การเล่าเรื่องตัวเอง
เคล็ดลับทำข้อสอบการอ่าน
- อย่าตอบจากความรู้ทั่วไปที่คุณมีนอกเหนือจากเรื่องที่อ่าน ทุกคำตอบต้องมีหลักฐานอยู่ในบทอ่าน
- ถ้าหาคำตอบไม่เจอ ให้กลับไปอ่านย่อหน้าที่เกี่ยวข้องอีกครั้งแทนการเดา
- ตัวเลือกที่ยกคำในบทอ่านมาทั้งดุ้นไม่ได้แปลว่าถูกเสมอ บางครั้งเป็นการยกมาผิดบริบท
- ระวังตัวเลือกที่ถูกแค่บางส่วนของเรื่องแต่ไม่ใช่ใจความสำคัญที่สุด
คำถามที่พบบ่อย
การอ่านต่างจากการเข้าใจภาษาอย่างไร
การอ่านให้บทอ่านยาวกว่าหนึ่งประโยคแล้วถามใจความ การตีความ หรือการอนุมานจากเรื่องทั้งหมด ส่วนการเข้าใจภาษาเป็นการเติมคำในช่องว่างของประโยคหรือข้อความสั้น ไม่ได้ถามใจความของเรื่องทั้งหมด
การอ่าน TGAT2 ยากไหม
ความยากอยู่ที่การหาหลักฐานในบทอ่านมารองรับคำตอบ โดยเฉพาะโจทย์ตีความและอนุมานที่ไม่มีคำตอบเขียนตรงๆ ถ้าฝึกอ่านทั้งบทให้จบก่อนแล้วค่อยดูคำถาม คุณจะตอบได้แม่นขึ้น
ฝึกการอ่าน TGAT2 ให้เร็วขึ้นได้อย่างไร
ลองอ่านบทอ่านทั้งหมดหนึ่งรอบก่อนไปดูคำถาม แล้วจำคร่าวๆ ว่าแต่ละย่อหน้าพูดเรื่องอะไร เวลาต้องกลับไปหาหลักฐานจะทำได้เร็วโดยไม่ต้องอ่านซ้ำทั้งบท